ความล้มเหลวของ PSG

ความล้มเหลวของ PSG

จากการทุ่มทุนมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าฉีกสัญญาให้กับทางบาร์เซโลน่า เพื่อคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้ากัปตันทีมชาติบราซิลมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบันด้วย แถมด้วยการทุ่มเงินมหาศาลอีกเกือบ 200 ล้านยูโร เพื่อคว้าตัวคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของฝรั่งเศสมาร่วมทีมอีก ซึ่งถือเป็นการตัดกำลังความแข็งแกร่งของโมนาโก คู่ปรับร่วมลีกไปในตัวด้วย แต่พวกเขากลับไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล คือการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองให้ได้ แต่กลับต้องพลาดท่าตกรอบตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะดันจับฉลากไปเจอกับแชมป์เก่า 2 สมัย จนทำให้พ่ายตกรอบไปในที่สุด โดยพวกเขาทำได้เพียงการทวงบัลลังค์แชมป์ลีก เอิงกลับมาจากโมนาโก และคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยภายในประเทศมาครองเท่านั้น ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้อยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่เนย์มาร์จะย้ายมาสู่ถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์เสียด้วยซ้ำ

neymar

ตั้งแต่การเข้ามาฮุบสโมสรของนาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ นักธุรกิจชาวกาต้าร์ เมื่อปี 2011 เขาก็วางแผนเพื่อจะพาทีมคว้าแชมป์ถ้วยใบใหญ่สุดของสโมสรยุโรปให้ได้มาโดยตลอด และลงทุนไปอย่างมากมายในแต่ละฤดูกาล เพื่อสะสมนักเตะระดับโลกเข้ามาสู่ทีม ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็กว้านซื้อมาทั้งเอดินสัน กาวานี่ และซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาประสานงานกันแล้ว แต่ไปได้ไกลที่สุดแค่เพียงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น และด้วยการลงทุนในฤดูกาลนี้ที่มากเป็นประวัติกาล ก็ย่อมมีการตั้งความหวังไว้สูงเป็นธรรมดา แต่แผนกลับไม่เป็นตามที่คาดไว้ เมื่อเรอัล มาดริด ดันตกมาเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ทำให้คู่ต่อสู้แทนที่มีโอกาสจะเป็นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กลับกลายมาเป็นต้องเจอทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทำให้กลายเป็นงานหนักทันที และสุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบต่อผลงานของทีมก็หนีไม่พ้นอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปน ที่ตัดสินใจอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฤดูกาลหน้าเรายังต้องมาดูกันอีกว่าท่านชีคชาวอาหรับจะลงทุนอีกเท่าไหร่ เพื่อที่จะสนองความต้องการของตัวเอง และต้องดูว่านายใหญ่คนใหม่ของทีมเมืองหลวงของฝรั่งเศสจะเป็นใคร และจะมีแนวทางการทำทีมอย่างไร เพื่อให้บรรดาซุเปอร์สตาร์ที่ทีมสะสมไว้เต็มกระบุงแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ เหมือนดั่งที่ซีเนอดีน ซีดาน ทำได้อย่างยอดเยี่ยมกับทางเรอัล มาดริด อย่างน้อยก็ในแง่ของความสำเร็จ

คู่ชิงถ้วยเล็ก ยูฟ่ายูโรป้าลีก

คู่ชิงถ้วยเล็ก ยูฟ่ายูโรป้าลีก

ได้คู่ชิงชนะเลิศไปอีก 1 รายการ สำหรับศึกยูฟ่ายูโรป้าลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นทางแอตเลติโก มาดริด ที่อาศัยความเหนียวแน่นของเกมรับเฉือนเอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ในนัดที่ 2 ทำให้สกอร์รวมเหนือกว่า และผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ โดยจะเข้าไปพบกับโอลิมปิก มาร์กเซย ทัมดังจากเมืองน้ำหอม ที่ต้องออกแรงเหนื่อยเกินคาด กว่าจะเฉือนเอาชนะเร็ดบูลส์ ซัลบวร์ก ทีมจากประเทศออสเตรียได้สำเร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งก็ถือว่าเป็นคู่ชิงชนะเลิศที่เหมาะสมเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ามาร์กเซยจะดูชื่อชั่นด้อยกว่าเล็กน้อยก็ตาม แต่พวกเขาก็ผ่านงานยากมาได้โดยตลอด ทั้งกับแอตเลติก บิลเบา ทีมดังจากลา ลีก้า และกับไลป์ซิก ทีมแกร่งจากเยอรมันโดยจะเตะนัดชิงชนะเลิศกันในวันที่ 16 พฤษภาคม ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส   ซึ่งอาจจะทำให้มาร์กเซยมีความได้เปรียบในเรื่องของเสียงเชียร์เล็กน้อย ซึ่งผู้ชนะจะได้เงินรางวัลมูลค่า 6.5 ล้านยูโรไปครอง ส่วนผู้แพ้จะได้เพียง 3.5 ล้านยูโรเท่านั้น

ยูฟ่ายูโรป้าลีก

แต่ศึกชิงชนะเลิศในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชิงชัยกันเพื่อเงินรางวัล และเกียรติยศเท่านั้น ในทางฝั่งของแอตเลติโก มาดริดนั้นอาจจะใช่ เพราะพวกเขาทำอันดับในลีกจนได้สิทธิ์ไปเตะในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอนแล้ว แต่ในส่วนของโอลิมปิก มาร์กเซยนั้น พวกเขายังต้องการชัยชนะเพื่อคว้าสิทธิ์ไปเล่นในถ้วยใบใหญ่สุดของยุโรปในฤดูกาลหน้าให้ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากอันดับในลีกของพวกเขายังอยู่อันดับ 4 ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการไปเล่นในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะในลีก เอิง จะได้โควต้าเพียง 3 อันดับแรกเท่านั้น ซึ่งพวกเขายังต้องขับเขี้ยวกับทั้งโมนาโก และโอลิมปิก ลียง ในโค้งสุดท้าย ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะได้หรือไม่ ทำให้พวกเขาต้องสู้ขาดใจในนัดชิงชนะเลิศอย่างแน่นอน เพราะมันจะหมายถึงเงินมูลค่ามหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่จะตามมาในภายหลังนั่นเอง โดยทางมาร์กเซยอาจจะต้องหวังหนทางคว้าตั๋วแชมป์เปี้ยนส์ ลีกในรายการนี้ เหมือนดั่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำได้มาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แน่นอนว่าทางทีม “ตราหมี” ดูจะเป็นต่ออยู่พอสมควร เพราะพวกเขามีเกมรับที่แข็งแกร่ง แถมกองหน้าก็ยังไว้ใจได้ทั้งดิเอโก คอสต้า และอ็องตวน กริซมันน์ แต่ทางทีม OM ก็ถือเป็นทีมที่มีเกมรุกที่อันตราย โดยเฉพาะดิมิทรี ปาเย็ต หากเข้าฝักขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ทำให้เกมในนัดชิงชนะเลิศถือเป็นแมตช์ที่น่าดูชมเลยทีเดียว

แชมป์จะยังไม่เปลี่ยนมือที่แดนมักกะโรนี

แชมป์จะยังไม่เปลี่ยนมือที่แดนมักกะโรนี

ถึงการเบียดแย่งลุ้นแชมป์สคูเด็ตโต้ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา ของอิตาลี จะสนุก และสูสีขึ้นทุกปี แต่สุดท้ายดูเหมือนแชมป์ในฤดูกาลนี้น่าจะตกเป็นของยูเวนตุส ยอดทีมจากเมืองตูรินอีกตามเคย ซึ่งหากเป็นไปตามคาดพวกเขาจะคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกันแล้ว หลังจากได้มาตั้งแต่ฤดูกาล 2011-2012 ในยุคของอันโตนิโอ คอนเต้ จนเปลี่ยนมือมาเป็นมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ก็ยังไม่มีทีมไหนในอิตาลีสามารถโค่นทีม “ม้าลาย” ลงได้เสียที ถึงแม้ฤดูกาลนี้จะมีนาโปลีเบียดขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่สุดท้ายดูเหมือนจะตกม้าตายในช่วงท้ายของฤดูกาลเสียแล้ว

ก่อนหน้านี้นาโปลีพึ่งสร้างโอกาสลุ้นแชมป์ให้เปิดกว้างเมื่อพวกเขาบุกเอาชนะยูเวนตุสได้ถึงถิ่น จากประตูชัยในช่วงท้ายเกมของคาลิดู คูลิบาลี่ กองหลังตัวเก่งทีมชาติเซเนกัล ทำให้คะแนนขยับมาห่างกันเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น แต่ในสัปดาห์ล่าสุดทางยูเวนตุสต้องเจอกับศึกหนัก เมื่อพวกเขาต้องบุกเมืองมิลาน ไปพบกับอินเตอร์ มิลาน ที่ต้องการคะแนนเพื่อโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ทีม “ม้าลายขาว-ดำ” ก็ผ่านงานยากมาได้สำเร็จ ถึงแม้จะยากลำบากก็ตาม ส่วนทางนาโปลีกลับเอาตัวเองไม่รอด เมื่อบุกไปพ่ายให้กับ “ม่วงมหากาฬ” ฟิออเรนติน่าอย่างหมดรูปถึง 0-3 ทำให้ช่องว่างขยับหนีไปเป็น 4 คะแนนอีกครั้ง และเหลือการแข่งขันกันอีกเพียง 3 นัดเท่านั้น ทำให้โอกาสการลุ้นแชมป์ของทีมจากเมืองเนเปิ้ลดูน้อยลงไปทันที เพราะหากดูจากคู่แข่งใน 3 เกมสุดท้ายแล้ว ยูเวนตุสเหลือเกมยากอีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น คือนัดที่ต้องบุกไปเยือนโอลิมปิก สเตเดี้ยม เพื่อพบกับโรม่า ส่วน 2 นัดที่เหลือคือการเปิดอัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม พบกับโบโลญญ่า และเวโรน่า ซึ่งต่อให้บุกพ่ายโรม่า แต่หากเก็บ 3 คะแนนในบ้านทั้ง 2 นัดได้สำเร็จ พวกเขาก็จะคว้าแชมป์สมัยที่ 34 ได้อยู่ดี

คงต้องมาดูกันใหม่ในฤดูกาลหน้าว่าคู่ต่อกรของยูเวนตุสจะเป็นใครที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่ง เพราะคู่ปรับตลอดกาลอย่างเอซี มิลาน ดูท่าว่าจะต้องใช้เวลาในการสร้างทีมอีกพักใหญ่ กว่าจะมาต่อกรกันได้ ถึงแม้จะนายทุนกระเป๋าหนักคอยหนุนหลังอยู่ก็ตาม ส่วนนาโปลีก็ยังไม่แน่ว่าจะทีมแตกก่อนหรือเปล่า เนื่องจากนักเตะหลายรายตกเป็นเป้าหมายของยักษ์ใหญ่ในยุโรป ซึ่งหากโดนเม็ดเงินดูดนักเตะออกจากทีมไป ก็ต้องมาสร้างทีมกันใหม่อีก

“อินทรีย์เหล็ก” เต็งแชมป์

“อินทรีย์เหล็ก” เต็งแชมป์

“อินทรีย์เหล็ก” ทีมชาติเยอรมัน มักทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อทำการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปก็ตาม นักวิเคราะห์ในวงการฟุตบอลต่างมองว่าที่ทีมชาติเยอรมันมักจะทำผลงานได้ดีเนื่องมาจากการที่ลีกสูงสุดของประเทศอย่างบุนเดสลีก้า มีทีมในลีกสูงสุดเพียง 18 ทีม ซึ่งน้อยกว่าลีกชั้นนำอื่นๆ ของโลกที่จะมี 20 ทีม ทำให้แต่ละฤดูกาลทีมในลีกของเขาจะมีเกมการแข่งขันในลีกเพียง 34 นัดเท่านั้น น้อยกว่าลีกอื่นๆ ถึง 4 นัด ทำให้สามารถจัดการโปรแกรมการแข่งขันได้ง่าย และมักจะปิดฤดูกาลได้ก่อน ทำให้ทีมชาติมีเวลาเข้าแคมป์เก็บตัวได้อย่างเต็มที่ ในช่วงฤดูกาลที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ๆ ของทีมชาติ ทำให้ผลงานมักจะออกมาดีเสมอ อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนักเตะทีมชาติเยอรมันส่วนใหญ่ มักจะเลือกค้าแข้งอยู่ในลีกของประเทศตัวเองเป็นหลัก โดยจะไปอออยู่กับบาเยิร์น มิวนิค กันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้นักเตะมีความเข้าใจและเข้าขากันอย่างรวดเร็วในเวลาที่รวมตัวกันในนามทีมชาติ

ในยุคของโยอาคิม เลิฟ กุนซือมาดเนียบวัย 58 ปี ที่มักดันดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานเป็นประจำ และประสบมาอย่างต่อเนื่อง ตั้แต่ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล รวมถึงทัวร์นาเม้นต์ล่าสุด ที่เอาดาวรุ่งไปคว้าแชมป์คอนเฟเดเรชั่น คัพ เมื่อกลางปีที่แล้วมาแล้ว และถือเป็นทัวร์นาเม้นต์สร้างชื่อให้กับบรรดาดาวรุ่งหลายราย จนกลายมาเป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ของทีมชาติยุคปัจจุบันในที่สุด

ทีมชุดนี้จะเหลือตัวหลักจากชุดแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีที่แล้วไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งก็มีโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกคนสำคัญ มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ เฌอโรม บัวเต็ง ซามี่ เคดิร่า โทนี่ โครสส์ เมซุต โอซิล และมานูเอล นอยเออร์ นายประตูคนสำคัญ หากหายเจ็บทัน เลิฟน่าจะหิ้วติดทีมไปด้วยแน่ ส่วนดาวเตะรายอื่นที่จะก้าวมาเป็นตัวหลักในยุคนี้ก็มีติโม แวร์เนอร์ กองหน้าดาวรุ่งจากไลป์ซิกเป็นกองหน้าตัวหลัก โดยมีเมซุต โอซิล เป็นเพลย์เมคเกอร์ และสองดาวรุ่งอย่างเลรอย ซาเน่ แลชูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ เป็นตัวริมเส้น ส่วนแบ็คที่ขาดฟิลิป ลาห์มไป ก็หายห่วงเมื่อมีโจชัวร์ คิมมิช ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนได้อย่างดีเยี่ยม แถมกำลังสำรองก็ยังแข็งแกร่ง โดยมีทั้งดาวรุ่ง และดาวเตะมากประสบการณ์ผสมกันอย่างลงตัว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าพวกเขายังเป็นเต็งแชมป์โลกในกลางปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะทำสถิติเป็นแชมป์โลกไปเทียบเท่ากับทีมชาติบราซิลที่ทำไว้ 5 สมัยก็เป็นได้

ท้ายตารางพรีเมียร์ลีก

ท้ายตารางพรีเมียร์ลีก

ถึงแม้ว่าเราจะทราบกันไปแล้วว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การลุ้นอันดับ และโควต้าอื่นๆ ยังไม่นิ่ง และยังไม่มีโควต้าไหนที่แน่นอน ทั้งการลุ้นรองแชมป์ ลุ้นโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โควต้ายูโรป้า ลีก หรือการลุ้นหนีการตกชั้นทั้ง 3 อันดับ ต่างยังไม่มีโควต้าไหนได้รับการการันตีแน่นอน ทำให้ 2-3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ยังมีความหมายกับอีกหลายทีมเลยทีเดียว แต่การลุ้นหนีตกชั้นดูน่าจะได้รับความสนใจ และน่าจะสนุกที่สุดในรอบหลายๆ ปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ที่ดูเหมือนว่าเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนจะจองศาลาไปก่อนแล้ว กลับฟื้นคืนชีพกลับมาได้ลุ้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสริบหรี่ก็ตาม แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังได้ลุ้นกับอีก 2 นัดสุดท้ายที่พวกเขาต้องเปิดเดอะฮอว์ธอร์น พบท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และไปเยือนคริสตัล พาเลซ ส่วนรองบ๊วยอย่างสโต๊ค ซิตี้ จะต้องพบกับคริสตัล พาเลซ และสวอนซี ซิตี้ คู่แข่งลุ้นหนีตกชั้นโดยตรง ซึ่งพวกเขาต้องชนะทั้ง 2 นัดสถานเดียว หากจะลุ้นหนีการตกชั้น ซึ่งทั้งเวสต์ บรอมฯ และสโต๊ค เหลือเกมในมือเพียง 2 นัดเท่านั้น ส่วนคู่แข่งทีมอื่นเหลือเกมในมือ 3 เกมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โอกาสหนีตกชั้นของพวกเขามีไม่มากนัก ส่วนทีมโซนแดงอีกทีมอย่างเซาต์แธมตัน ที่สถานการณ์ดีขึ้นทันตาเห็นหลังเอาชนะบอร์นมัธได้สำเร็จ 2-1 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ขยับไปมี 32 คะแนน ห่างกับโซนปลอดภัยเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น โดย 3 นัดที่เหลือพวกเขายังต้องบุกเยือนเอฟเวอร์ตัน และเกมสำคัญที่จะพบกับสวอนซี ซิตี้ ที่เป็นคู่แข่งหนีตกชั้นกันโดยตรง และนัดสุดท้ายต้องพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ส่วนทีมที่ยังเสี่ยงตกชั้นก็ประกอบไปด้วยสวอนซี ซิตี้ 33 คะแนน ฮัดเดอร์ฟิลด์ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 35 คะแนน ที่ยังตกอยู่ในอันตราย ส่วนทีมอื่นๆ ก็ยังไม่ปลอดภัย 100% โดยต้องขึ้นอยู่กับการทำคะแนนของทีมโซนตกชั้นด้วย ทั้งไบรท์ตัน 37 คะแนน วัตฟอร์ด บอร์นมัธ คริสตัล พาเลซ 38 คะแนน ทีมที่อันตรายที่สุดคงจะเป็นสวอนซี ซิตี้ ที่มีคะแนนเหนือโซนตกชั้นเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น แถม 3 นัดที่เหลือ พวกเขายังต้องเจอกับคู่ปรับการหนีตกชั้นโดยตรงอีกด้วย ทั้งเซาต์แธมตัน และสโต๊ค ซิตี้ ยังดีที่ 2 นี้พวกเขาจะได้เล่นในลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม บ้านของตนเอง ทำให้โอกาสรอดตกชั้นยังอยู่ในมือพวกเขา ขอเพียงไม่แพ้ให้กับคู่แข่งคาบ้าน สถานการณ์พวกเขาก็ยังถือว่าได้เปรียบอยู่ คาดว่าเกมทั้ง 2 นัดนี้ น่าจะเตะกันไฟแล่บแน่นอน เพราะมีเดิมพันไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ ที่จะเป็นรายได้ของสโมสรในฤดูกาลหน้าเลยทีเดียว

สิ่งที่กำลังเกิดกับเชลซี

สิ่งที่กำลังเกิดกับเชลซี

ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าจบฤดูกาลนี้ผู้จัดการทีมของเชลซีจะไม่ใช่อันโตนิโอ คอนเต้อีกต่อไปแล้ว แต่อย่างที่ทราบกันว่าโรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีเจ้าของสโมสรมีความอดทนต่ำ และไม่ชอบผิดหวังเป็นเวลานาน จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่าฤดูกาลหน้าผู้จัดการทีมของ “สิงโตน้ำเงินคราม” จะไม่ใช่อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน

ความหวังสุดท้ายของกุนซือชาวอิตาเลี่ยนคือการพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ที่ได้เข้าชิงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงหลังปิดฤดูกาลนี้ ซึ่งหากพาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จก็อาจจะยังไม่เพียงพอกับการทำทีมต่อ และอีกความหวังหนึ่งก็คือการพาทีมจบอันดับ 4 เพื่อคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าให้สำเร็จ ซึ่งหากทำได้ทั้งสองอย่างนี้ ก็มีความไปได้พอสมควรที่เขาอาจจะได้ทำงานในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ในฤดูกาลหน้า แต่หากเจ้าของทีมชาวรัสเซียได้ตัดสินใจไปก่อนแล้วก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ขึ้นอยู่กับว่ากุนซือคนใหม่จะเป็นใคร รวมถึงการซื้อขายนักเตะในช่วงปิดฤดูกาลนี้ด้วย

ก่อนอื่นคงรักษาดาวเตะคนสำคัญของทีมก่อน อย่างเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวตัดเกม เจ้าของนักเตะยอดเยี่ยมของ PFA 2 สมัยซ้อน ที่บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต่างหมายปอง รวมถึงเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยม ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าทีมจะมีฟอร์มการเล่นที่ดีบ้าง และไม่ดีบ้างก็ตาม รวมถึงการสรรหานักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีม ที่พวกเขาทุ่มเงินมหาศาลแทบทุกฤดูกาล ซึ่งยังมีอีกหลายตำแหน่งที่พวกเขาต้องเสริมความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นกองหน้าที่ดูเหมือนจะไว้ใจอัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าทีมชาติสเปนเพียงคนเดียวไม่ได้ ส่วนโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ดูเหมือนจะอายุมากเกินไปกับการเป็นตัวหลักของทีมตลอดทั้งฤดูกาล รวมถึงแบ็คซ้ายที่มีมาร์กอส อลอนโซ่ ให้เลือกใช้งานเพียงคนเดียวเท่านั้น จนทำให้เขาถูกเลือกใช้งานมากจนเกินไป จนผลงานดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งพวกเขาเคยตกเป็นข่าวกับอเล็ก ซานโดร แบ็คซ้ายทีมชาติบราซิลของยูเวนตุสมาก่อนหน้านี้ ส่วนแดนกลางนั้นพวกเขามีนักเตะหลายรายให้เลือกใช้ทีเดียว ซึ่งอาจจะถึงเวลาต้องดร็อปเชส ฟาเบรกาส ที่เริ่มโรยลาลงแล้ว ส่วนดาวเตะที่จะมาแทนที่นั้นมีทั้งรอสส์ บาร์คลี่ย์ ที่ดึงมาจากเอฟเวอร์ตัน หรือจะเป็นรูเบ็น ลอฟตัส ชีค กองกลางที่ปล่อยให้คริสตัล พาเลซ ยืมตัวไปใช้งาน และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา

ดรีม ไฟน่อล ที่เคียฟ

ดรีม ไฟน่อล ที่เคียฟ

ได้คู่ชิงชนะเลิศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2017-2018 ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ในวันที่ 26 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งได้แก่เรอัล มาดริด แชมป์เก่า 2 สมัยซ้อน จะพบกับลิเวอร์พูล อดีตแชมป์ 5 สมัย ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นคู่ชิงในฝันของใครหลายๆ คน หลังจากที่เห็นการประกบคู่ในรอบรองชนะเลิศ ที่เรอัล มาดริด ต้องพบกับบาเยิร์น มิวนิค ส่วนลิเวอร์พูลได้พบกับโรม่า ทำให้ลิเวอร์พูลถูกมองว่าน่าจะได้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อย่างไม่ยาก ส่วนอีกคู่หนึ่งจะเป็นใครก็ถือว่าเป็นดรีม ไฟน่อล เหมือนกัน เพราะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ถึงแม้ว่าเรอัล มาดริด จะผ่านเข้าชิงชนะเลิศด้วยผลงานที่ไม่น่าประทับใจนักก็ตาม

ถือว่าเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้วที่ทีมจากแดนกระทิงดุได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยเป็นการพบกับทีจากชาติเดียวกันถึง 2 ครั้ง และทีมจากสเปนสามารถคว้าแชมป์มาได้ 4 สมัยติดต่อกันแล้ว และเป็นทีม “ราชันย์ชุดขาว” ที่ได้แชมป์ใน 2 สมัยหลังสุดติดต่อกัน และสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ถ้วยใบใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป หลังจากเปลี่ยนชื่อจากยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในยุคปัจจุบัน ซึ่งหากปีนี้ทีมจากประเทศสเปนสามารถคว้าแชมป์ได้อีก มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะครองความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลยุโรปไปอีกซักพัก เนื่องจากฤดูกาลหน้านัดชิงชนะเลิศจะเตะกันที่วันด้า เมโทรโปลิตาโน่ สนามเหย้าแห่งใหม่ของแอตเลติโก มาดริดอีกด้วย ซึ่งหากทีมจากสเปนสามารถเข้าชิงชนะเลิศได้อีก ก็จะได้เปรียบในเรื่องของเสียงเชียร์ และความคุ้นเคยกับสนามอย่างแน่นอน

นัดชิงชนะเลิศของคู่นี้ถือว่าน่าจะเป็นนัดที่สนุกอย่างแน่นอน เนื่องจากเรอัล มาดริดไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดเหมือนอย่างฤดูกาลที่แล้ว ส่วนลิเวอร์พูลก็กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มขึ้นหม้อ และมีเกมรุกที่จัดจ้านด้วยกันทั้งคู่ น่าจะเปิดเกมรุกใส่กันอย่างสนุกสนานแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นใครจะคมกว่ากัน และการแก้เกมระหว่างซิเนอดีน ซีดาน และเจอร์เก้น คล็อปป์ ใครจะมีกึ๋นมากกว่ากัน วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม จะได้รู้กันว่าเรอัล มาดริดจะเพิ่มสถิติคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 13 หรือลิเวอร์พูลจะขยับขึ้นไปเป็นแชมป์ 6 สมัย หลังจากหยุดนิ่งที่ 5 สมัยมาตั้งแต่ปี 2005 ที่พลิกกลับมาคว้าแชมป์อย่างปาฏิหารย์เหนือเอซี มิลานในการดวลจุดโทษ ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี หลังจากถูกนำไปก่อน 3-0 หลังจากจบครึ่งเวลาแรก

หงส์’มาแน่ซีซั่นหน้า

‘หงส์’มาแน่ซีซั่นหน้า

ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจะปิดฉากลงไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดกันไว้ เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มมหาเทพแทบจะตลอดทั้งฤดูกาล ก่อนจะเข้าป้ายคว้าแชมป์ไปครองได้ในที่สุด แต่ฤดูกาลหน้าคาดว่าการแก่งแย่งลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษจะต้องดุเดือดมากขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อแต่ละทีมเริ่มโชว์ศักยภาพให้เห็นกันแล้วในฤดูกาลนี้ แต่อาจจะมาเจอทีมที่ลงตัวช้าไปเท่านั้นเอง เฉกเช่นกับลิเวอร์พูล ที่กอบโกยแต้มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำหลังจากช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา อีกทั้งยังสามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีเชลซี ที่เตรียมเปลี่ยนกุนซือและตัวนักเตะหลายราย รวมถึงอาร์เซน่อลที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจบฤดูกาลนี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นขาประจำในการเบียดแย่งแชมป์อยู่แล้วด้วย

แต่ทีมที่น่าสนใจที่สุดคงต้องยกให้กับทีมพลังหนุ่มอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่มีเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันเป็นหัวเรือใหญ่ และนักเตะที่ฟอร์มแรงที่สุดในฤดูกาลนี้อย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ก็ยังมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น ซึ่งยังสามารถอยู่ในฟอร์มที่สุดยอดต่อไปได้อีกหลายฤดูกาล รวมถึงซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ก็อยู่ในช่วงขาขึ้นของอาชีพค้าแข้งด้วย อีกทั้งแผนการเล่นของกุนซือเมืองเบียร์ก็เป็นแนวเปิดเกมรุกเข้าใส่คู่แข่ง และยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ แถมหลังการมาของเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ก็ช่วยแก้ปัญหาเกมรับที่เสียประตูเยอะได้อย่างยอดเยี่ยม และอุดรูรั่วได้เป็นอย่างดี แถมพวกเขาเหมือนจะเจอนายด่านมือ 1 ที่ไว้ใจได้แล้ว คือลอริส คาริอุส ที่พัฒนาฝีมือขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และพอฝากผีฝากไข้ได้ดีกว่าซิมง มิโญเล่ต์แล้วในตอนนี้

ฤดูกาลหน้าลิเวอร์พูลถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็นทีมที่จะสามารถมาลุ้นแย่งแชมป์ได้อย่างเต็มตัว ร่วมกับสองทีมดังแห่งเมืองแมนเชสเตอร์แน่ ซึ่งตัวแปรอาจจะอยู่ที่การเสริมทัพในช่วงปิดฤดูกาลนี้ด้วย ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน และต้องไม่เสียตัวหลักออกจากทีมไปเป็นอันขาดด้วย มิเช่นนั้นทีมที่สร้างมาอาจจะต้องมาเริ่มกันใหม่เหมือนกับหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมา จนทำให้พวกเขาควานหาความสำเร็จอย่างต่อเนื่องไม่ได้เสียที ซึ่งต้องมาดูใจฝ่ายบริหารของทีมว่าจะกล้าทุ่มซื้อดาวเตะระดับบิ๊กเนมเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของทีมอีกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ฤดูกาลหน้าอย่ามองข้าม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลเป็นอันขาด

อนาคต ‘เฟลไลนี่’

อนาคต ‘เฟลไลนี่’

หลังจากที่เป็นผู้โหม่งประตูชัยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด เอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ 2-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ประเด็นของมารูยาน เฟลไลนี่ กองกลางหัวฟูของทีม “ปีศาจแดง” กลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้ง ว่าอนาคตของเขากับทีมแชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัยจะเป็นอย่างไรต่อไป เนื่องจากสัญญาของเขาจะหมดลงหลังจากจบฤดูกาลนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะทำการต่อสัญญาออกไปแต่อย่างใด ซึ่งการเจรจาก่อนหน้านี้น่าจะติดปัญหาตรงที่เจ้าตัวอยากได้สัญญาระยะยาว แต่ดูเหมือนทางบอร์ดของสโมสรจะเสนอสัญญาให้เพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งทางกองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมต้องการสัญญา 3 ปีเป็นอย่างน้อย ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และล้มเลิกไปในที่สุด

ก่อนหน้านี้ดาวเตะหัวฟูไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสาวก “เร็ด อาร์มี่” มากนัก ตั้งแต่ย้ายมาจากเอฟเวอร์ตันเมื่อปลายเดือนสิงหาคมปี 2013 ด้วยค่าตัวสูงถึง 27.5 ล้านปอนด์ ในยุคของเดวิด มอยส์ กุนซือชาวสก็อตต์ที่ตัดสินใจซื้อดาวเตะคู่ใจตามมาจากเอฟเวอร์ตัน แต่เฟลไลนี่ไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งกลับมาเหมือนสมัยที่ค้าแข้งกับทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ได้เลย รวมถึงในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมเก๋าชาวดัตช์อีก 2 ฤดูกาลด้วย ซึ่งเขาพึ่งกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสเมื่อ 2 ฤดูกาลหลังสุดนี่เอง

มารูยาน เฟลไลนี่ เป็นนักเตะที่ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” เลือกใช้งานตลอด ไม่ว่าจะเป็นฐานะตัวจริง หรือถูกเปลี่ยนลงสนามในฐานะตัวสำรอง แลมูรินโญ่ให้สัมภาษณ์มาตลอดว่าเขาต้องการให้ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยมอยู่กับทีมต่อไป เพราะเป็นนักเตะที่เหมาะกับหลายสถานการณ์ และเหมาะกับแผนการของเขา ซึ่งจากการแสดงความดีใจหลังทำประตูให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะอาร์เซน่อลในช่วงท้ายเกม 2-1 ก็เหมือนบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าเขายังอยากค้าแข้งอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดต่อไป ถึงแม้การเจรจาสัญญาฉบับใหม่จะเหลือเวลาไม่มากแล้วก็ตาม เนื่องจากหลังจบฤดูกาลนี้เขาต้องเข้าแคมป์เก็บตัวของทีมชาติเบลเยี่ยม เพื่อเตรียมตัวช่วยทีม “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียในเดือนมิถุนายนต่อทันที ทำให้การเจรจาอาจจะเป็นเรื่องยาก และถูกบีบด้วยระยะเวลา และยังมีทีมอื่นอีกมากที่พร้อมจะยื่นสัญญาให้กับเฟลไลนี่พิจารณา เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าตัวในการย้ายทีมแต่อย่างใด ทำให้ทีมต่างๆ พร้อมยื่นค่าเหนื่อยให้ดาวเตะวัย 30 ปี พิจารณาได้อย่างเต็มเหนี่ยว

ตัวแทน ‘เวนเกอร์’

ตัวแทน ‘เวนเกอร์’

เตรียมที่จะปิดฉากการคุมทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล หลังจากจบฤดูกาลนี้แล้ว สำหรับอาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสที่คุมทีมมาอย่างยาวนานถึงเกือบ 22 ปี และสร้างความสำเร็จให้กับอาร์เซน่อลอย่างล้นหลาม ด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย และแชมป์เอฟเอ คัพ อีกถึง 7 สมัย และพูดได้เต็มปากว่าอาร์เซน่อลมีอย่างทุกวันนี้ได้เป็นเพราะกุนซือชาวฝรั่งเศสผู้นี้

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้ก็คือใครจะมารับตำแหนงกุนซือใน

ถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมคนต่อไป หลังจากที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว ซึ่งมีกุนซือหลายรายที่อยู่ในข่ายที่ทางบอร์ดบริหารของทางอาร์เซน่อลหมายปอง แต่พวกเขาคงต้องดูโปรไฟล์ และตัดสินใจกันอย่างละเอียดอีกครั้งหลังจบฤดูกาลนี้ และน่าจะมีการผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ด้วย เพราะผู้เล่นทั้งหมด ถูกสร้างมาในยุคของอาร์เซน เวนเกอร์ทั้งนั้น รวมทั้งระบบเยาวชนของสโมสรอีกด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาหัวเรือใหญ่นายใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งอาร์เซน่อลน่าจะได้เห็นผลของการแต่งตั้งกุนซือผิดพลาดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้ว ในช่วงที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันวางมือ และได้แต่งตั้งเดวิด มอยส์ เข้ามารับหน้าที่คุมทีมแทน ซึ่งหลังจากนั้นทำให้ทีม “ปีศาจแดง” เป๋ไปพักใหญ่เลยทีเดียว และจนถึงบัดนี้ ผ่านมาเป็นฤดูกาลที่ 5 แล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังไม่สามารถกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เลย ซึ่งอาร์เซน่อลที่ห่างหายแชมป์ลีกไปนานเกือบ 15 ปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังถือเป็นทีมชั้นนำของลีกอยู่ ซึ่งเป้าหมายของกุนซือคนใหม่ก็คงต้องรักษามาตรฐานของทีมให้อยู่ในระดับท็อป 6 ต่อไปเป็นอย่างน้อย

อาร์เซน่อลมีทางเลือก 2 ทางในการหากุนซือใหม่ คือหากุนซือยอดฝีมือเข้ามาคุมทีม ซึ่งตอนนี้ที่ยังว่างงานอยู่ก็มีคาร์โล อันเชล็อตติ ที่เป็นยอดฝีมือแน่นอน หรือโทมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมัน ที่ก็ได้รับคำชมอย่างมากมายตอนคุมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ หรือแนวทางที่ 2 คือการหากุนซือหน้าใหม่เข้ามาคุมทีม ซึ่งอาจจะผ่านความสำเร็จกับลีกเล็กๆ มาบ้างแล้ว อย่างเช่นที่ตอนเชลซีเลือกโชเซ่ มูรินโญ่มาคุมทีม หลังจากพาทีมเอฟซี ปอร์โต้ ประสบความสำเร็จ หรืออย่างการที่เรอัล มาดริด กล้าทำการแต่งตั้งซีเนอดีน ซีดาน เข้ามารับหน้าที่กุนซือใหญ่ของถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ถึงแม้ว่าจะผ่านการคุมทีมชุดเล็กมาเท่านั้น ซึ่งหากเลือกทางเลือกนี้แล้วกุนซือทำผลงานได้ดี พวกเขาอาจจะได้กุนซือระยะยาวอย่างที่อาร์เซน เวนเกอร์เคยทำก็เป็นได้